เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีเวลาว่างนิดนึง หลังจากกลับมาจากบรรยายพิเศษจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเรื่องการเตรียมสหกิจศึกษา ทำให้ผมมีโจทย์คิดหลายๆ ข้อ ว่าทำอย่างไรจะทำให้สถาบันการศึกษาสามารถเพิ่มการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกมาได้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของเนื้อหาการสอน องค์ความรู้ผมไม่เป็นห่วงเท่ากับการที่ทำให้นักศึกษาสามารถมองภาพสถานการณ์จริงในธุรกิจ การนำเอาองค์ความไปประยุกต์ใช้ และการปรับตัวให้ทันกับโลกในปัจจุบันได้ ผมคิดได้อย่างเดียวว่านั้นคือการทำ WIL (Work Integrated Learning) จึงมีโจทย์ให้คิดต่อว่า แล้วรูปแบบไหนที่ดีที่สุด หรือต้องทำหลายๆ อย่าง เพื่อให้ได้คุณภาพในแต่ละด้านที่ต้องการ
รูปแบบ WIL (Work Integrated Learning) ที่มีอยู่ประมาณ 9 รูปแบบ (สุเมธ แย้มนุ่น 2547: 23)
1. การกําหนดประสบการณ์ก่อนการศึกษา (Pre-course Experience)
2. การเรียนสลับกับการทํางาน (Sandwich Course)
3. สหกิจศึกษา (Cooperative Education)
4. การฝึกงานที่เน้นการเรียนรู้หรือการติดตามพฤติกรรมการทํางาน (Cognitive Apprenticeship or Job Shadowing)
5. หลักสูตรร่วมมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม (Joint Industry University Course)
6. พนักงานฝึกหัดใหม่หรือพนักงานฝึกงาน (New Traineeship or Apprenticeship)
7. การบรรจุให้ทํางานหรือการฝึกเฉพาะตําแหน่ง (Placement or Practicum)
8. ปฏิบัติงานภาคสนาม (Fieldwork)
9. การฝึกปฏิบัติจริงภายหลังสําเร็จการเรียนทฤษฎี (Post-course
Internship)


รูปที่ 1 แสดงรูปแบบ Work-Integrated Learning และประโยชน์ที่นักศึกษาได้รับในประเภทของ WIL รูปแบบต่างๆ


รูปที่ 2 แสดงรูปแบบ Work-Integrated Learning และประโยชน์ที่นักศึกษาได้รับในประเภทของ WIL รูปแบบต่างๆ (ต่อ)

ผมได้มีโอกาสเดินทางไปหลายๆ มหาวิทยาลัย อาจารย์ก็บอกว่าปีนี้เราจะเปลี่ยนจากการฝึกงาน(Internship) เป็นสหกิจศึกษา(Cooperative Education) ผมก็คิดต่อว่า เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง? หรือมีทางเลือกอื่นๆ อีกหรือเปล่า จึงได้ทำการค้นหาข้อมูล พบงานวิจัยหนึ่งในประเทศแคนนาดา สำรวจนักศึกษาปริญญาตรี จำนวน 2148 คน ปี 2011 (อาจจะเก่านิดนึงแต่อาจจะมีแง่คิดอะไรบางอย่างที่ผมค้นหาอยู่) ชื่อ “Work-Integrated Learning and Career-Ready Students: Examining the Evidence” โดย Kramer, M. and Usher, A., 2011 โดยให้ความสนใจ 8 ด้าน ซึ่งผมมาแปลและสรุปได้ตามรูป ซึ่งผมจะสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

1. รูปแบบของ WIL ที่ประโยชน์ให้ความคิดรวบยอดจาก การเรียนในชั้นเรียนและการประยุกต์ใช้ความรู้ใน สถานการณ์จริง มากทีสุด คือ การฝึกงานและการเป็นผู้ช่วยวิจัย 48% เท่ากัน ข้อนี้ถือว่าสะท้อนได้ชัดเจนนะครับ เพราะมีพี่เลี้ยงและได้นำความรู้ไปใช้งานได้อย่างแท้จริง
2. รูปแบบของ WIL ที่ช่วยให้เกิดทักษะการคิด วิเคราะห์ วิจารณญาณ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ ซึ่งเป็น soft skills ที่สำคัญมากในปัจจุบัน คือ สหกิจ 21% รองลงมา ผู้ช่วยวิจัย 20% แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวได้ผลในระดับที่ต่ำ แค่ 20% กว่าเท่านั้นหรือ? มีทางเลือกอื่นๆ อีกหรือเปล่า ต้องฝากให้ช่วยคิดกันต่อไปครับ
3. รูปแบบของ WIL ที่ช่วยให้เกิดความรู้และทักษะ ด้านเทคนิคในสาขาวิชาชีพ คือ ผู้ช่วยวิจัย 50% คงไม่ต้องอธิบาย แต่ในความคิดเห็น ถ้าสหกิจศึกษาและการฝึกงาน สามารถสร้างระบบพี้เลี้ยง การวางเป้าหมายในการฝึกที่สอดคล้องกับสาขาที่เรียนมา มีการวัดผลชัดเจน ทำเรื่องประเด็นคุณภาพมากขึ้น ก็น่าจะไม่แพ้ผู้ช่วยวิจัยนะครับ
4. รูปแบบของ WIL ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจ วัฒนธรรม ธรรมเนียม-การปฏิบัติ และพฤติกรรมของ องค์กรที่ปฏิบัติงาน ซึ่งข้อนี้ส่วนตัวมีความสำคัญมากสำหรับองค์กร HR บอกว่านี้คือ culture fit ส่วนตัวผมเรียกว่า organization savvy ซึ่งการที่จะทำให้พนักงานรักในตัวองค์กร พร้อมเดินไปด้วยกับองค์กร มีความมุ่งมั่นในการทำงานที่ยากๆ ให้ประสบความสำเร็จเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ สหกิจ 13% ถือว่าน้อยมาก หรือมีวิธีไหนที่จะทำให้นักศึกษาเข้าใจองค์กรได้มากกว่านี้หรือเปล่า?
5. รูปแบบของ WIL ที่ช่วยให้เกิดทักษะการทำงานระหว่างบุคคล เช่น การทำงานเป็นทีม ทักษะการสื่อสาร ทักษะการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งอื่น ๆ (คิดในใจ นี่คือ soft skills ที่องค์กรส่วนใหญ่ในโลกนี้ต้องการมากในปัจจุบัน 2 ปีซ้อน อ้างอิงจาก linkedin research) สูงสุด คือ อาสาสมัคร 8% รองลงมา สหกิจ 4% ผมขอคิดในใจดังๆ ต่อว่า อ้าว สิ่งที่ต้องการ WIL ตอบโจทย์ได้แค่นี้เองหรือ หรือว่าจะมีวิธีการต้องใช้วิธีการอื่นของ WIL ในลักษณะอื่นอีกหรือเปล่า? หรือต้องไปฝึกในลักษณะหน่วยซีล 555+ ก็ยังคงต้องคิดกันต่อไป
6. รูปแบบของ WIL ที่ช่วยให้เกิดเป้าหมายของชีวิตในอนาคต ในทุกๆ ครั้งที่ผมไปบรรยาย ผมก็จะบอกว่านักศึกษาว่า เป้าหมาย คือสิ่งที่สำคัญในชีวิต เป้าหมายอย่างน้อย ต้องมี 3 แบบ ระยะสั้น กลาง และยาว ถ้าเรามีเป้าหมาย เราก็จะเหมือนเรือที่มีหางเสือที่ชัดเจน ออกจากฝั่ง ไปเจอพายุหนักแค่ไหน กะลาสีเรือก็ต้องมุ่งมั่นไปให้ถือเป้าหมาย แม้อาจจะต้องแวะพักบ้าง แต่อย่างไรเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนก็ต้องเดินทางกันต่อไป เอาล่ะทีนี้มาดูผลงานวิจัยกัน ฝึกงาน 26% สหกิจ 23% ก็ยังได้ผลน้อยในความคิดส่วนตัว คงต้องหาทางอื่นในการสร้าง inspiration นักศึกษาเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เกิดเป้าหมายที่ชัดเจน ในงานวิจัยนี้ ไม่มี WIL ในส่วนของ sandwitch courses ซึ่งปัจจุบัน หลายๆ มหาวิทยาลัยนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ผมว่าการทำความร่วมระหว่างภาคเอกชนในการมาร่วมแบ่งปันจากคนที่ประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจอาจจะช่วยได้เพิ่มมากขึ้นนะครับ
7. รูปแบบของ WIL ที่ช่วยให้หางานง่ายขึ้นเมื่อสำเร็จการศึกษา อ่านงานวิจัยมาถึงตรงนี้ นี่ตัวชี้วัดสำคัญของมหาวิทยาลัยเลยนะ ทางด้านสหกิจศึกษา ให้ผล 38% รองลงมา ผู้ช่วยวิจัย 26%
8. รูปแบบของ WIL ที่ช่วยให้หางานตรงตามวิชาชีพง่ายขึ้นเมื่อสำเร็จการศึกษา ผลออกมา คือ สหกิจศึกษา 45% รองลงมา คือ ผู้ช่วยวิจัย 39%

ส่วนตัวงานวิจัยนี้ก็ให้มุมความคิดในหลายๆ ด้าน แล้วแต่ความคิดแต่ละท่านจะวิเคราะห์และนำไปใช้นะครับ จริงๆ แล้วในบ้านเราน่าจะมีคนทำวิจัยเรื่อง WIL ในด้านต่างๆ เพื่อเป็นกรณีศึกษาแบบนี้บ้างเพื่อให้ได้แนวทางจากสภาพแวดล้อมจริงๆ ในประเทศ(หรือถ้ามีแล้วช่วยแนะนำผมบ้างนะครับ) จะได้นำข้อมูลมาแบ่งปันและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต
เรื่องของ WIL ในส่วนตัว น่าจะต้องเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนในห้องเรียนมากขึ้น เพราะองค์ความรู้(hard skills) ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายมาร่วมกัน ช่วยกันศึกษาในแต่ละด้านที่แต่ละคนถนัดแล้วนำมาแบ่งปัน จะได้มีการต่อยอดองค์ความรู้นั้นๆ ไปได้เร็วยิ่งขึ้น และสามารถนำมาใช้งานได้จริงครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here